ตีเกราะ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม เพราะวันนี้ลงอุโบสถสามัคคีธรรม อุโบสถจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสงฆ์ครบ ๔ องค์ขึ้นไป คณะสงฆ์ๆ ไง คณะสงฆ์ๆ แต่มีคุณค่ามาก มีคุณค่ามากเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์
แต่คณะสงฆ์ไม่เกิดขึ้นมา แล้วใครจะปกครองใคร มันไม่มีไง แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์
แต่ถ้าหัวใจของเราล่ะ
หัวใจของเรามันเป็นสมมุติไง สมมุติๆ สมมุติที่เป็นจริง เป็นจริงเพราะอะไร เป็นจริงเพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง มันเกิดแน่ๆ มันเกิดแน่ๆ มันถึงว่ามันเป็นข้อเท็จจริงไง แต่เป็นข้อเท็จจริงตามสมมุติไง
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วเราจะเป็นนักรบ เราจะรบกับใครล่ะ
คณะสงฆ์ๆ มันก็เป็นหมู่คณะ ถ้าจะเป็นนักรบ นักรบถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมา มันจะรบกับกิเลสในใจของตน
ถ้ากิเลสในใจของตน กิเลสมันอยู่ไหน ชี้ไปหมด ไอ้โน่นก็กิเลสๆๆ แต่ตัวมึงเป็นกิเลสมึงไม่เห็นและมึงไม่รู้จัก แต่ถ้าได้รู้จักนะ เงียบ สังเวชมาก มันสังเวชกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันปกครองหัวใจของคน มันปกครองหัวใจของสัตว์โลก เวลามันปกครองแล้วมันไม่ยอมให้ใครหลุดจากไม้จากมือมันไปไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ธรรมไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามารดิ้นพล่านๆๆ ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง ไปฟ้องลูกสาวไง ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง ความโลภ ความโกรธ ความหลงจะมาเย้ายวนเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับไปอยู่ในอำนาจของกิเลส อวิชชา พญามาร
เจ้าชายสิทธัตถะบอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก แม้แต่พ่อของเธอ เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เราได้หักลงแล้ว
ไอ้เรือน ๓ หลังมันชัดเจนมากไง เรือน ๓ หลังมันรวม รวมเป็นเรือนยอดขึ้นมา เห็นไหม
แล้วเรือนยอดมันอยู่ไหน เรือนยอดมันจะไปพบที่ไหน
ไม่มีใครพบ ไม่มีใครเจอ และไม่มีใครเคยเห็น ผู้ที่รู้ที่เห็นเป็นพระองค์แรกคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านได้ทำลายมันลงด้วยวิธีการประพฤติปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา คือมรรค ๘
พระพุทธศาสนา เวลาทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘
ศาสนาใดไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล
ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล
ถ้าดวงใจดวงนั้นไม่มีผล แต่มันจริงตามสมมุติไง เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ไง เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ จริงตามสมมุติ คน สิ่งมีชีวิต มันจริงตามสมมุติ เพราะมันมีวาระของมัน มันไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นสมมุติทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น มันเป็นสมมุติ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “จะสอนใครได้หนอ” เพราะมันนอกวัฏฏะ นอกโลก นอกสงสาร
ฉะนั้น เวลานอกโลกนอกสงสารขึ้นมา สิ่งที่เป็นธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงชำระล้างอวิชชา พญามาร กิเลสในหัวใจได้ แต่เรื่องโลก เรื่องโลกก็ต้องสอนเขาตามโลกนั้นใช่ไหม ถึงแสดงธรรมและวินัยไง
แสดงธรรมและวินัย อยู่ที่อำนาจวาสนาของคน แสดงธัมมจักฯ ขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ยังไม่ได้ อบรมบ่มเพาะๆ จนเป็นพระโสดาบันทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตรขึ้นมา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาทั้ง ๕ องค์ ได้ยสะอีก ๕๕ องค์
“เธอทั้งหลายพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์”
บ่วงที่เป็นโลกก็วิทยาศาสตร์ โลก
บ่วงที่เป็นทิพย์ก็ที่จินตนาการสงสัยนั่นน่ะ
บ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ แล้วรู้จักบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ที่หักวัฏฏะออกมาได้ ใจดวงนั้นพ้นจากวัฏฏะนั้นไป สิ่งใดจะเข้าไปสะเทือนหัวใจดวงนั้นเป็นไปไม่ได้อีกเลย เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
แล้วมันมีอยู่ที่ไหน
มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะหัวใจดวงนั้นไง ถ้าใจดวงนั้นมันเป็นธรรมๆ ขึ้นมา มันชัดเจนอยู่ในหัวใจดวงนั้นไง
ถ้าใจดวงนั้นมันยังเป็นโลก โลกปะปนอยู่ไง ครึ่งๆ กลางๆ จะว่าไม่ใช่ก็ใช่ จะว่าใช่มันก็ไม่ใช่ เออ! จะว่าไม่ใช่มันก็ใช่ ก็จริงตามสมมุติไง มันมีอยู่ตามข้อเท็จจริงนั้นไง มันก็ครึ่งๆ กลางๆ อยู่นั่นไง
ถ้าเป็นธรรมๆ เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราพยายามทำของเราต่อเนื่องขึ้นไป อยู่ที่วาสนาของเรา ไม่ไปติเตียนชื่นชมใครทั้งสิ้น นั่นเป็นเรื่องของสัตว์โลก เรื่องของเรา เรื่องของเรามันอยู่ที่หัวใจของเราอยู่นี่ เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา สันทิฏฐิโก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกให้สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน
แล้วจะอวดใคร จะดึงออกมาได้อย่างไร แล้วจะว่ามันไม่มีอยู่จริงก็เป็นไปได้อย่างไร อ้าว! ก็มันชัดๆ เจนๆ อยู่นี่ไง แต่จะออกไปให้โลกรู้ โลกเป็นไปได้อย่างไร
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงอันนี้ในโลกเขาไม่มี วัฏฏะนี้ไม่มี เทวดา อินทร์ พรหมก็ไม่มี เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันมีอยู่ท่ามกลางหัวใจของชาวพุทธ หัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้นี่แหละ
เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเจียนตายนี่ไง เวลามันทุกข์มันยากเจียนตายอยู่นี่ ไม่เห็นตายสักที เวลามีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว
มีอำนาจวาสนานะ ได้มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง ๒๔ ชั่วโมงนะ ๒๔ ชั่วโมงเป็นเวลางานทั้งหมดเลย ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยมเขา เขายังมีหน้าที่การงานของเขา ถึงเวลาแล้วเขาจะมาประพฤติปฏิบัติ ก็เหมือนเรานี่ เขาจะมาประพฤติปฏิบัติไง แต่เราประพฤติปฏิบัติได้ทุกเวลา เพราะเราเป็นคณะสงฆ์ เราเป็นสงฆ์ๆ เราบวชเป็นพระไง บวชเป็นพระๆ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ยกเว้นให้พระหมดล่ะ ภาษีก็ไม่ต้องเสีย เวลามีงานหน่วยราชการก็ไม่ต้อง
นี่ไง เวลาเกณฑ์ไพร่ไปทำงาน เกณฑ์หมดล่ะ ในสมัยโบราณ หนีการเกณฑ์แรงงานไปบวชเป็นพระไง สอบไล่ๆ ไล่ออก ไล่ออกจากพระให้ไปเกณฑ์แรงงานไง
นี่ไง คณะสงฆ์ แล้วคณะสงฆ์ที่ดีงามไง เวลางานมันไม่ใช่อาบเหงื่อต่างน้ำ งานของจิต จิตตภาวนาๆ
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ตีเกราะเลย ตีเกราะเรียกร้องให้เตรียมตัวให้พร้อม
แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราเองจะตีเกราะ เพราะเราจะเริ่มต้นจากมีสติ มีสติแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่เลื่อนๆ ลอยๆ ละเมอเพ้อพกไปเรื่อย อย่างนั้นหรือเป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นธรรม
ละเมอเพ้อพกไปกับเขา จินตนาการไปกับเขา แล้วจินตนาการไปนะ กิเลสมันร้ายกาจนัก ยังไม่ต้องจินตนาการนะ มันเขียนเรื่องไว้ให้จบแล้ว แล้วเวลาจินตนาการไปนะ ไปตามเป็นคุ้งเป็นแควไปเลย แล้วเข้าใจธรรมะหมดเลย
ธรรมะของใคร
ธรรมะของพญามารไง ธรรมะของอวิชชาไง ธรรมะของความไม่รู้ไง เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมานะ ตีเกราะ เตรียมความพร้อมของเรา ถ้าขาดสติ วูบ ถ้าบริกรรม บริกรรมหาย นั่งหลับ แล้วบริกรรมไปๆ หายไปหมดเลย หัวตอ
เวลาวูบ นั่งหลับ หัวตอ เห็นหมดนะ ไปรู้ไปเห็นอะไรร้อยแปดพันเก้าเลย เพราะอะไร เพราะจิตมันส่งออกไป ไม่มีใครควบคุมดูแลมัน แล้วสะดุ้งขึ้นมา เอ้อเหอ! ชัดเจน เพราะมันเป็นไง
นี่ไง สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ที่ดีงาม สิ่งที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง
งานทางโลกมันก็เป็นเรื่องข้อวัตรปฏิบัติเพราะอะไร เพราะเราเป็นสงฆ์ นี่ไง วางพระพุทธศาสนาไว้กับโลกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางศาสนาไว้กับโลกนี้
โลกนี้ประกอบด้วยคน ประกอบสัมมาอาชีวะของแต่ละบุคคลขึ้นไป
พระ พระเวลามาอยู่แล้วก็ต้องมีข้อวัตรปฏิบัติของเรา งานอย่างนั้นก็งานเพื่อข้อวัตรปฏิบัติ งานของความสวยงามของคณะสงฆ์ คณะสงฆ์อยู่กันด้วยความปกติสุขแล้ว ด้วยคณะสงฆ์ไง
ถ้าจะศึกษาเล่าเรียนก็เรียนภาคปริยัติ ไปศึกษาเล่าเรียนทางวิชาการจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต
ถ้าจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ให้อยู่ในความสงบสงัดวิเวก วัดป่าๆ วัดปฏิบัติเขาไว้ปฏิบัติเพื่อวัดหัวใจ เวลาปฏิบัติขึ้นมาเขาเอาหัวใจปฏิบัติ เขาไม่ใช่เอาสังคมปฏิบัติ
ถ้ายังไม่เรียบร้อย ถ้ายังคณะไม่พร้อมเพรียง ยังภาวนาไม่ได้ จะเอาปฏิบัติด้วยกระแสสังคม กระแสภายนอก
ครูบาอาจารย์ของเรานะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ในเมื่อเป็นสัตว์สังคม เราอยู่เป็นคณะสงฆ์ เป็นวัด เวลาฝึกหัดปฏิบัติในเรือนว่าง ในกุฏิ ในที่เดินจงกรม แยกย้ายกันไป ถ้าจิตสงบมันสงบที่นี่ ไม่ใช่ว่าพอแยกย้ายกันไป พอนั่งแล้วก็ฟุ้งซ่าน ตีโพยตีพายในหัวใจของตนไปตลอดเวลา นั่นน่ะเดือดเนื้อร้อนใจ
การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแล้วเดือดเนื้อร้อนใจ ร้อน ต้องคอยคลุกคลี คอยคลุกเคล้า คอยนั่งสุมหัวกัน สบายใจ แยกจากกันไม่ได้
ถ้ามันแยกจากกันไป นั่นจึงแสดงออกว่า เออ! ไอ้นี่มีแวว ไอ้นี่นักปฏิบัติจริง แล้วถ้าแยกออกไปแล้วนะ มันสงบสุข แล้วพอถึงหมดเวลาส่วนตัว เวลาทำข้อวัตรนะ โอ้โฮ! มันขวนขวายช่วยกันทำ เพราะอะไร เพราะอยากให้งานมันเสร็จ จะได้แยกตัวออกไปฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าในการวัดป่าๆ วัดปฏิบัติเขาปฏิบัติอย่างนี้
ไม่ใช่กระดิกตีนอยู่นั่นแหละ รอให้เขามาปรนเปรอ รอให้เขามายกย่องสรรเสริญ ถ้าเขาไม่มา กูนั่งภาวนาไม่ได้ ถ้ายังไม่มีใครเข้ามา กูยังไม่ใช่นักปฏิบัติ
คณะสงฆ์ ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านดูแลด้วยความสลดสังเวช มันไม่ใช่เฉพาะชาตินี้หรอก เอ็งเกิดมาเฉพาะชาตินี้หรือ เอ็งเกิดมากี่ภพกี่ชาติแล้ว แล้วเอ็งไม่มีสติปัญญาเท่าทันใจเอ็งหรือ แล้วชาตินี้ได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ทำไมไม่ขวนขวาย ทำไมไม่สร้างบุญญาธิการใจของตน
ถ้ามันสร้างบุญญาธิการใจของตนนะ มันอยู่ในที่สงัดในที่วิเวก มันยิ้มย่องผ่องใส มันมีความสุขของมัน มันพัฒนาของมันไง นี่วาสนาของคน
ถ้าวาสนาของคนมันพัฒนา เพราะอะไรล่ะ
น้ำอยู่ในโอ่ง ข้าวอยู่ในยุ้งในฉาง จิตที่ดีงามอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ อยู่ในการอบรมบ่มเพาะ ถ้าจิตที่มันดีงาม
ถ้าจิตที่มันเหลวแหลกเหลวไหล โอ่งร้าว โอ่งแตก น้ำมันก็ไหล แล้วมันก็ซึมไปจนหมดโอ่งนั้น ยุ้งฉาง ลองให้มันแตกให้มันร้าว หนูมันก็เอาไปกัดไปกินไปหมดล่ะ สัตว์มันเข้าไปเป็นอาหาร ทั้งๆ ที่อาหารนั้นเราเก็บไว้เพื่อเลี้ยงชีพของเราและในครอบครัวของเราในยุ้งในฉาง
คุณงามความดีมันจะเกิดมาจากไหน
ก็เกิดมาจากพฤติกรรมที่เอ็งทำกันอยู่นั่นไง พฤติกรรมที่ทำอยู่นั่นน่ะ ถ้ามันดีงามขึ้นๆ มันก็ดีงามที่ใจเอ็งไง
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง ตนจะดีขึ้นไง แล้วถ้าตนดีขึ้น มันสมบัติของใครล่ะ สมบัติของใคร แต่ถ้าตนมันเลวทราม มันสมบัติของใคร แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันจะต้องไปต่อใช่ไหม ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาตลอดมันมาอย่างไร
แล้วมาในปัจจุบันนี้ที่มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระเป็นพระปฏิบัติ แล้วสัปปายะ ๔ หัวหน้าเป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ สถานที่เป็นสัปปายะ
ถ้าหัวหน้ามันพาอีลุ่ยฉุยแฉก สัปปายะตรงไหน
ถ้าหัวหน้ามันพยายามจะฝืนพาเข้าสู่เส้นทางที่ดีงาม ทำไมเอ็งไม่มองเห็นเลยหรือ
หมู่คณะเป็นสัปปายะ หมู่คณะที่จะประพฤติปฏิบัติหรือไม่ หมู่คณะที่ดีงามหรือไม่ดีงาม หมู่คณะที่เบียดเบียนกันหรือไม่
อาหาร อาหารเป็นสัปปายะ คืออาหารที่ฉันแล้วไม่สัปหงกโงกง่วง ไม่เป็นภัยกับร่างกายของตน
สถานที่เป็นสัปปายะ โอ้โฮ! โคนไม้ เรือนว่าง อากาศปลอดโปร่ง ยอดเยี่ยม มันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว นี่สถานที่เป็นสัปปายะ
แล้วเราล่ะ เรามาเราจะพัฒนาให้มันเป็นคอนโดมิเนียมใช่ไหม ให้มันเป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของโลกเพื่ออวดเขาหรือ
ทำพอคุ้มหัว พอที่เราอยู่ของเราแล้วลดภาระในการดูแลรักษา
ทำแล้วนะ คนที่รับผิดชอบ ยิ่งมากขนาดไหนยิ่งเดือดร้อนขนาดนั้นน่ะ ยิ่งมีมากยิ่งทุกข์มาก ไม่มีเลยก็ทุกข์ เพราะว่ามันไม่มีอะไรเลยมันเดือดร้อนไปหมด มีมากไปก็ โอ้โฮ! แบกกันหลังแอ่นอยู่ นั่นก็ทุกข์ มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครเลย ถ้ามันไม่เป็นสัปปายะ เป็นที่สมดุลและพอดีควรแก่การอยู่ฝึกหัดปฏิบัติ
นี่ไง ถ้ามันพร้อม ตีเกราะ ตีเกราะแล้วมันพร้อมของมันขึ้นมา หัวใจมันดีงามขึ้นมา มันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเข้ากับหัวใจของตน ต้นไม่คด ท่ามกลาง ที่สุด มันมีหนทางแห่งการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
ต้นมันคด เจ้าเล่ห์แสนงอนไปร้อยแปดพันเก้า ท่ามกลางนี่หาไม่เจอเลยนะ มันพันกัน มันรัดกันมั่วไปหมดเลย ที่สุดแล้วเหลวแหลก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าต้นมันตรง ตรงเพราะใครล่ะ
ตรงเพราะเรา แต่มนุษย์ไง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มาบวชเป็นพระ คณะก็สงฆ์ต้อง ๔ องค์ขึ้น ๔ องค์ขึ้น จริตนิสัยมันแตกต่างกันอยู่แล้ว แตกต่างกันอยู่แล้ว แต่เส้นทางในการฝึกหัดปฏิบัติจะตรงเข้ามาสู่หัวใจของตน
อย่าส่งออก อย่าเพื่อนู่นเพื่อนี่ เพื่อนู้นเพื่อนี้ เพื่อข้างนอก เพื่อให้เรียบร้อย เดี๋ยวจะปฏิบัติ เพื่อยอดเยี่ยมด้วยนั่งสมาธิ ๕ วัน
๒ นาทียังนั่งไม่ได้เลย เพื่อนู่นเพื่อนี่ อ้างเล่ห์ไปหมด
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ไม่เพื่อใครทั้งสิ้น นั้นกระแสสังคม เพื่อเราอย่างเดียว ต่อหน้า ต่อหน้าสังคมก็แค่แปะรับไว้แล้วจากกันไป
อยู่กับหลวงตานะ มีคนเอาของมาเยอะแยะเลย รับไว้ โยมกลับเถอะ เดี๋ยวมีคนจัดการให้ ไม่ต้องหรอก โอ้โฮ! พระเก่งกว่า
พอโยมออกไป โยนทิ้งหมดเลย
เวลาโยมเขามา เขามาหาไง เดินหาไม่เจอ
ไม่ต้องหรอก โอ๋ย! พระเขาฉลาด เขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว โยมกลับไปเหอะ
นี่เพราะอะไร เพราะเขาไม่ต้องการไปให้ใครมามีอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ต้องให้ใครมีมาบงการชี้นิ้ว ไม่ให้มีบงการเข้ามาวุ่นวายในวัด
โลกสอนธรรมไม่ได้ โลกไม่มีธรรม
ธรรมเกิดจากธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแนวทาง
ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในใจแล้ว ท่านเห็นโทษทั้งนั้นน่ะ อะไรเป็นโทษๆๆ แล้วเรากระเสือกกระสนพ้นจากโทษนั้นมาแต่ละชั้นแต่ละตอน ถ้าคนที่มันฉลาด มันจะหลีกหนีจากโทษนั้น แล้วไม่เอาโทษนั้นมาแบกใส่บ่าไว้
แต่ถ้าคนไม่มีสติปัญญานะ เป็นอาจารย์ต้องมีศักยภาพ ลูกศิษย์ลูกหาล้อมหน้าล้อมหลัง
นั่นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ
เกิดคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว เวลาเกิดมาแล้วหาหมู่หาคณะพะรุงพะรังไปหมด เวลาจะตาย ดิ้นพล่านๆ กันอยู่อย่างนั้นน่ะ
เวลาครูบอาจารย์ เห็นไหม เวลาเกิด เกิดคนเดียว เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา แล้วถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระอรหันต์ ๖๐ องค์ไง “โลกนี้เร่าร้อนนัก โลกเร่าร้อนนัก เธออย่าไปซ้อนทางกัน”
เขาเดือดร้อนวุ่นวาย แล้วเอ็งจะไปหาที่ไหน เอ็งจะไปหาจากเขาหรือ ไอ้ที่ว่าเร่าร้อนนัก ไอ้ที่เร่าร้อนกระวนกระวายทุกข์เกือบตายนี่ เอ็งจะไปหากับเขาหรือ
แต่ของเรา ธรรมและวินัย เห็นไหม เวลาเช้าทำภัตกิจเสร็จแล้ว ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ โคนไม้ เรือนว่าง ใครทำได้มากได้น้อยขนาดไหน ตรวจวัดหัวใจของตน เวลาเข้าทางจงกรม นั่งสมาธิ มันจะทบทวนแล้วแหละ สิ่งที่กระทำมา อะไรบ้างที่มันขุ่นข้องหมองใจ สิ่งที่ทำมาแล้ว อะไรที่มันเชิดชูหัวใจของตน
แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้ามันวาง เออ! หัวใจมันก็ได้ฝึกหัดปฏิบัติของมันไปเรื่อย แล้วหัวใจถ้ามันได้ฝึกหัดปฏิบัติของมันไปเรื่อยนะ เออ! ใจเรานี้มีคุณค่า สุขทุกข์มันอยู่ที่ใจ
ถ้าใจมีคุณค่า สิ่งนั้นมันเป็นเรื่องสัจจะเรื่องข้อเท็จจริงทางโลก เพราะคนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เกิดมาเป็นพระไง เช้าขึ้นมาบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง นี่เป็นบุญเป็นกุศลมากมายมหาศาลนะ เพราะเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากไว้กับบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา เขาพร้อม เขาพร้อมที่จะส่งเสริม พร้อมที่ทำบุญกุศลไง เขาทำบุญตักบาตร มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา แล้วพระเรา เราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพแล้วไง ถ้าเราเลี้ยงชีพไว้เพื่ออะไรล่ะ
นี่มันเป็นการเจริญของโลก เห็นไหม วัดทั่วไปก็เป็นสำนักเรียน สำนักเรียนก็ โอ้โฮ! วิจิตรพิสดาร วัดมหัศจรรย์ เข้าไปนี่อึ้งทึ่งหมดล่ะ
นั้นก็เพื่อฝึกจิตวิญญาณของคนให้เป็นพระ นั้นก็เพื่อฝึกหัดจิตวิญญาณของคนให้เจริญงอกงาม แล้วปริยัติ ปฏิบัติ
เวลาปฏิบัติๆ ถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วงการปฏิบัติมันจะเกิดมายั่งยืนอย่างนี้ไม่ได้ เพราะอะไร
เพราะมันเป็นอารมณ์ อารมณ์ดีมันก็ว่าสิ่งที่ดี มันก็เป็นชั่วครั้งชั่วคราว อารมณ์มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเวลาท่านไปเห็นกิเลส นี่ตามธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอภิธรรม ตามข้อเท็จจริงนั้น แล้วฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น ถูลู่ถูกังๆ การฝึกหัดไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ใครว่าทุกข์ยาก เกิดมาแล้วมันทุกข์ยากลำบาก อย่าเพิ่งพูดถ้ายังไม่ได้ภาวนา
เวลาภาวนาขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ ชีวิตเข้าแลกทั้งนั้นน่ะ สละตายๆ ตายเป็นตาย ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว เอากันจริงจังขึ้นมา มันถึงฟากตายรอดตายมา ถ้ารอดตายๆ มา มันวิกฤติขนาดไหน การกระทำมันข้อเท็จจริงมันขนาดไหน มันถึงได้เห็นกิเลส ชำระกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา
นี้ชำระเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา เห็นไหม เวลาเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วเสวยวิมุตติสุขๆ มันเห็นคุณค่าในพระพุทธศาสนาไง มันเห็นคุณค่าของการฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้นไง
ศาสนาพุทธอยู่ที่ไหน ศาสนาพุทธอยู่ที่ไหน
ก็อยู่ในพุทธะ อยู่ในหัวใจของสัตว์โลก มันเป็นนามธรรม มันเป็นสัจจะเป็นความจริงอันนั้นน่ะ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันจะสำรอก มันจะคายออกเป็นข้อเท็จจริง มันถึงต้องมีหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์ ท่านถึงต้องวางข้อวัตรปฏิบัตินี้ไว้ไง ถ้าข้อวัตรปฏิบัติ เครื่องอยู่ของใจๆ มันแค่เปรียบเทียบได้ทันที ถ้าใจมันดีงามๆ เห็นไหม
ถ้าคนจะทำงาน คนจะเริ่มต้นทำงานมันต้องมีกำลัง เห็นไหม สุขภาพกายที่ไม่ดี เอ็งจะทำอะไร คนป่วยติดเตียงบอกว่ามันจะก่อสร้าง มันนอนอยู่บนเตียง มันทำได้อย่างไร จิตของคนไม่มีกำลัง เอ็งทำอะไร เอ็งก็คิดตามแต่กิเลสมันหลอกไง
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ เอ็งจะปฏิบัติไปสูงส่งขนาดไหน เชิญ
สัมมาสมาธิเป็นอย่างไร จิตมันปกติสุขหรือไม่
ถ้าจิตมันปกติสุข ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นมา มันมีกำลังของมัน ถ้ามันรู้มันเห็น มันรู้เห็นตามความเป็นจริง ถ้ามันรู้มันเห็น เริ่มต้นขึ้นมามันก็รู้เห็นเป็นอย่างนั้นน่ะ มันเป็นข้อเท็จจริง
คนเราจริตนิสัยไม่เหมือนกัน การฝึกหัดปฏิบัติ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการๆ
เอ็งจะอีลุ่ยฉุยแฉก ออกนอกลู่นอกทาง เอ็งจะดั้นเมฆดั้นฟ้าไปไหน เชิญตามสบาย จิตสงบไหม จิตเป็นอย่างไร
หลวงปู่มั่นเริ่มตรงนี้ “จิตเป็นอย่างไร”
ถ้าจิตมันเห็น ทำไมไม่น้อมไปให้เห็นสติปัฏฐาน ๔
จิตเป็นอย่างไร จิตรู้เห็นอะไร แล้วรู้เห็นโดยวิธีการใด
ถ้าเอ็งจะรู้เห็น อ้าว! เชิญตามสบาย แล้วรู้เห็นแล้วเป็นอย่างไร
ก็เป็นงงๆ อยู่นี่ไง เพราะมันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน จิตมันสงบแล้ว เพราะอะไร เพราะมันจะรู้เลยว่า เวลาสงบเป็นอย่างนี้ เวลาคลายออกมันเป็นอย่างนี้ มันเห็นไหม
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าสัมมาสมาธิ จิตมันจะคมกล้า
มีดประเภทใดก็แล้วแต่ ใช้แล้วมันต้องทื่อเป็นธรรมดา เวลาฝึกหัดปฏิบัติโดยสติปัญญาของคนมันคิดได้ มันคมกล้าอย่างไรมันจะเข้าชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอน
แต่ถ้ามันไปไม่ได้ นั่นก็สัญญาทั้งนั้นน่ะ มีดเหมือนกัน แต่จะเฉือนจะเถืออย่างไรมันก็ใช้ไม่ได้ สิ่งที่เราจะสับ เราจะฟัน มันไม่ขาด แล้วมันจะฟันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกของเรา เราก็คิดว่ามันได้ คิดว่ามันเป็น มันก็เป็นแค่ความคิด เป็นแค่จินตนาการของตน มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไง
แต่ถ้ามันจะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เห็นไหม ทำไมมันไปไม่ได้ล่ะ เพราะเราทำเอง ปัจจัตตังสันทิฏฐิโก ถูกเราก็ถูกเอง ผิดเราก็ผิดเอง แต่ผิด ถ้ามันไม่มีสติมีปัญญา มันไม่รู้ว่ามันผิดตรงไหน ผิดอย่างไร แล้วเวลามันถูก ถูกอย่างไร
แต่นี่มันไม่ใช่ถูกหรือผิด มันชอบอย่างเดียว พอมันชอบอย่างเดียว มันก็ไปอย่างเดียว มันก็ไม่มีอะไรเปรียบเทียบไง
ถ้าเปรียบเทียบ เวลามันชอบ เออ! อันนี้มันชอบ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติแนวทางอื่น ทำไมมันไม่ชอบล่ะ มันแตกต่างกันอย่างไร มันก็ต้องพิจารณาของมัน แล้วฝึกหัดของมันเพื่อกลับมา กลับมาให้มันถูกต้องชอบธรรม
แล้วเวลามันฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม ตามธรรมและวินัย ธรรมและวินัย มันผิดพลาดอย่างไร มันเริ่มต้นผิดจากตรงไหน เราก็ต้องมาทบทวนของเรา ทบทวนว่ามันถูกมันผิดอย่างใด
เราภูมิใจตั้งแต่เราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว แค่เราเกิดเป็นมนุษย์มันก็มีคุณค่าแล้ว แล้วพอเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า แล้วมนุษย์อย่างพวกเรามาบวชเป็นพระ มาบวชเป็นพระ แล้วเป็นพระถ้าเป็นพระปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่นชมว่า พระปฏิบัติเป็นนักรบๆ ศากยบุตรพุทธชิโนรสจะเข้าไปเผชิญกับพญามาร เข้าไปเผชิญกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน
เวลาวันมาฆบูชา พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ เอหิภิกขุ บวชให้เอง สอน สอนให้เข้าไปเผชิญกับกิเลสในใจของตนเอง แล้วพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์นั้นได้ชำระล้างกิเลสในหัวใจของตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เอหิภิกขุ บวชให้เอง สอนเอง รับรองเอง ทั้งๆ ที่ไม่รับรอง เขาก็รู้
แต่ถ้าเขาไม่ใช่ รับรอง เขาก็ไม่รู้ ไม่รับรอง เขาก็ไม่รู้
แต่ถ้าเขารู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับรอง เขาก็รู้ ไม่รับรอง เขาก็รู้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็รับรอง เอหิภิกขุไง แล้วเวลาสวดโอวาทปาติโมกข์ไง
เราจะไม่ทำความผิดพลาดสิ่งใดๆ เลย เราจะทำความถูกต้องชอบธรรม ทำให้จิตใจผ่องแผ้วไง ไม่ทำบาปใดๆ ทั้งสิ้น ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ทำจิตใจให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
โอวาทปาติโมกข์ สร้างแต่คุณงามความดี ไม่ทำบาปกรรมใดๆ ทั้งสิ้น
นี่ไง ถึงที่สุดแล้วทำหัวใจของคนให้พ้นทุกข์
ตีเกราะ ตีเกราะแล้วก็สร้างสติ สร้างปัญญา ตีเกราะเพื่อพร้อมที่จะเข้าไปเผชิญกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไง เราจะสร้างแต่คุณงามความดี ไม่ทำความชั่วใดๆ ทั้งสิ้น ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ทำจิตใจให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง